บทที่ 2 เซลล์และเนื้อเยื่อ

เซลล์(Cell)

คือ หน่วยเล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต โดยเซลล์(cell) มาจากคำว่า Cellaในภาษาละติน ซึ่งมีความหมายว่าห้องเล็ก ๆ   เซลล์สามารถเพิ่มจำนวน เจริญเติบโตและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ เซลล์บางชนิดเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง เช่น เซลล์อสุจิ เป็นต้น    เซลล์มีอยู่หลายชนิดซึ่งมีรูปร่างและลักษณะที่แตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่อยู่ของเซลล์(cell)และหน้าที่การทำงานของเซลล์(cell) แต่เซลล์(cell)มีโครงสร้างที่สำคัญอยู่ 3 ส่วน ที่มีเหมือนกัน คือ เยื่อหุ้มเซลล์(cell membrane) ไซโตพลาซึม(cytoplasm)และนิวเคลียส(nucleus)

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างก็ประกอบด้วยเซลล์(cell)ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่สามารถบ่งบอกถึงคุณสมบัติและแสดงความเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างชัดเจนสมบูรณ์ เซลล์(cell)ช่วยในการสร้างและซ่อมแซม ผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูก อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

ส่วนประกอบของเซลล์

เยื่อหุ้มเซลล์ ( cell menbrane )

ซัยโตพลาสซีม ( cytoplasm )

นิวเคลียส ( nucleus )

เยื่อหุ้มเซลล์ ( cell menbrane )

1

เยื่อหุ้มเซลล์ ( cell menbrane )  ประกอบด้วยฟอสโฟลิพิด และโปรตีน โดยฟอสโฟลิพิดจัดเรียงตัวเป็น 2 ชั้น (bilayer) หันส่วนที่ไม่ละลายน้ำเข้าหากันและหันส่วนละลายน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อม  องค์ประกอบโปรตีนจะแทรกอยู่ในชั้น บน ส่วนกลาง หรือ ส่วนล่างของชั้นฟอสโฟลิพิดประกอบด้วยฟอสโฟลิพิด และโปรตีน โดยฟอสโฟลิพิดจัดเรียงตัวเป็น 2 ชั้น (bilayer) หันส่วนที่ไม่ละลายน้ำเข้าหากันและหัน ส่วนละลายน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อมองค์ประกอบโปรตีนจะแทรกอยู่ในชั้นบน ส่วนกลาง หรือส่วนล่างของชั้นฟอสโฟลิพิด

หน้าที่

1.ห่อหุ้มของเเหลวและออร์แกเนลล์ส่วนใหญ่เอาไว้

2.ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์ และภายในเซลล์ออกสู่สิ่งแวดล้อม

3.เป็นที่ยึดจับของสารโครงร่างเซลล์ (cytoskeletal) ทำให้เซลล์คงรูปอยู่ได้

4.เป็นบริเวณรับ (receptor) ของสารบางชนิดไซโทสเกเลตัน ทำให้เกิดการประสานระหว่าง แมทริกซ์นอกเซลล์ และไซโทพลาซึมภายในเซลล์ขึ้น

 

นิวเคลียส ( nucleus )

2

โครงสร้าง

1.มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 ไมโครเมตร

2.ถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อ 2 ชั้น ที่เรียกว่า เยื่อหุ้มนิวเคลียส (nuclear envelope) ทำให้ส่วนประกอบ ในนิวเคลียสถูกแยกออกจากส่วนของไซโทพลาซึม

3.บนเยื่อหุ้มนิวเคลียส มีรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 นาโนเมตร สำหรับการผ่านเข้าออกของโปรตีน และหน่วยย่อยของไรโบโซม (ribosomal subunit)

4.ภายในนิวเคลียสมีเส้นใยโครมาทิน ซึ่งประกอบด้วย DNA และโปรตีน

5.เมื่อเซลล์เตรียมที่จะแบ่งตัว เส้นใยโครมาทินจะหดสั้น ทำให้กลายเป็นแท่งหนา เรียกว่า โครโมโซม (chromosome) สามารถมองเห็นได้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์

6.โครงสร้างภายใน นิวเคลียสที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนที่สุด ขณะนิวเคลียสยังไม่แบ่งตัวคือนิวคลีโอลัส (nucleolus) นิวคลีโอลัส มีรูปร่างกลมถูกย้อมสีเข้ม เป็นที่สำหรับสร้าง ไรโบโซม โดยทำการประกอบ RNA เข้ากับโปรตีน

หน้าที่

1.เป็นที่ที่ DNA บรรจุอยู่

2.ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน (โดยการสังเคราะห์ mRNA และ ส่งออกไปยังไซโทพลาสซึมทางรู ที่เยื่อหุ้มนิวเคลียส ( nuclear pores ) ซึ่งจะกลายเป็นตัวกำหนด คุณลักษณะของเซลล์นั้น ๆ

 

ซัยโตพลาสซีม ( cytoplasm )

3

ส่วนประกอบใน cytoplasm

1.Lysosome

– suicide bags ถุงนี้แตกจะทำให้ digestive enzyme ออกมาทำลายเซลล์

2.Endoplasmic  reticulum

-Rough endoplasmic reticulumทำหน้าที่ สังเคราะห์ ribosome

–  Smooth endoplamic  reticulumทำหน้าที่ สังเคราะห์ cholester lและ ควบคุม metabolism ของไขมันทำลายหรือ เปลี่ยนแปลงยาในร่างกาย

3.Golgi  apparatusทำหน้าที่ขนส่งและลำเรียงสารโปรตีนสร้างสารคัดหลั่ง

4.mitochondriaทำหน้าที่เป็นแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์นำออกซิเจนมาเผาผลาญสารอาหารและสร้าง  ATP ที่เป็นพลังงานให้เซลล์

 

เนื้อเยื่อบุผิว (Tissue)

ประกอบด้วยเซลล์อยู่กันแน่น เรียงชั้นต่อเนื่องกันไป หรือเป็นชิ้น หรือเป็นแผ่นเซลล์ปกคลุมผิวร่างกาย หรือบุช่องว่างภายในลำตัว หรือยอมให้สารผ่านได้หรือไม่ได้ โดยผิวด้านหนึ่งของเซลล์จะติดกับเยื่อรองรับพื้นฐาน (basement membrane) ซึ่งประกอบด้วย เส้นใยคอลลาเจนบาง ๆ เล็ก ๆไกลโคโปรตีน (glycoprotein) และพอลิแซ็กคาไรด์กลุ่มไกลโคซามิโนไกลแคน (glycosaminoglycan:GAG) ที่สร้างจากเซลล์ของเนื้อเยื่อบุผิวเอง เนื้อเยื่อชนิดนี้ ท าหน้าทีป้องกัน ดูดซึม หลั่งสาร และรับความรู้สึก เช่น เนื้อเยื่อบุผิวที่พบชั้นนอกของผิวหนังจะท าหน้าที่ปกคลุมร่างกายทั้งหมดและป้องกันอวัยวะข้างใต้จากสิ่งแวดล้อมภายนอก รวมทั้งการบาดเจ็บทางกล สารเคมี การสูญเสียของเหลวจากร่างกาย และเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย เยื่อบุทางเดินอาหาร จะดูดซึมสารอาหาร และน้าเข้าสู่ร่างกายทุกอย่างที่เข้าและออกจากร่างกายจะต้องผ่านเนื้อเยื่อบุผิว 1 ชั้นเป็นอย่างน้อย และนอกจากนี้เนื้อเยื่อบุผิวยังอาจดัดแปลงไปทำหน้าที่อื่นพิเศษได้อีก เช่น เป็นต่อมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จากเซลล์เยื่อหุ้มเซลล์บุผิวหลายชนิดจะมีการสูญเสีย และหมดสภาพไปตลอดเวลา ดังนั้นเซลล์เหล่านี้จะมีอัตราเร็วของการแบ่งตัวสูงมาก เซลล์ใหม่จะแทนที่เซลล์เก่าที่สูญเสียไปทันอยู่เสมอ

4

                                          เนื้อเยื่อบุผิว                                             

ชนิดของเนื้อเยื่อบุผิวแบ่งตามการทำงานได้ 2 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ปกคลุมผิว (covering epithelium)

ประเภทที่ 2 เปลี่ยนแปลงไปที่หน้าที่ต่าง ๆ (modified epithelium) ได้แก่ สร้างสาร (glandularepithelium) รับความรู้สึก (neuroepithelium) และการเคลื่อนไหวเกิดการหดตัวท างานของอวัยวะบางอย่าง (myoepithelium)

นักชีววิทยาแบ่งเนื้อเยื่อบุผิวประเภทปกคลุมผิวออกเป็นชนิดต่าง ๆ แตกต่างกันตามรูปร่างของเซลล์ชั้นบนสุดและตามการจัดเรียงตัวของเซลล์

ชนิดของเนื้อเยื่อบุผิวแบ่งตามรูปร่างได้เป็น 3 ชนิด คือ

  1. squamous epitheliumเซลล์มีรูปร่างแบนบาง
  2. cuboidal epitheliumเซลล์มีรูปร่างทรงกระบอกไม่สูงมาก หรือคล้ายลูกบาศก์ มองทางด้านข้างคล้ายลูกเต๋า แต่แท้จริงแล้วมีรูปร่างเป็นทรงแปดเหลี่ยม
  3. columnar epitheliumเซลล์คล้ายทรงกระบอก หรือเสาเล็ก ๆ เมื่อมองทางด้านข้าง นิวเคลียสมักใกล้ฐานของเซลล์ ถ้ามีซีเลียที่ผิวหน้าด้านที่เป็นอิสระ ท าหน้าที่โบกพัดสารต่าง ๆ ไปทิศทางเดียว เรียกเป็น ciliated columnar epithelium เช่น ที่ทางเดินหายใจของคน

5

ชนิดของเนื้อเยื่อบุผิวแบ่งตามการจัดตัวของเซลล์ แบ่งเนื้อเยื่อบุผิวได้เป็น 3 ชนิด คือ

6

1.simple epitheliumประกอบด้วยเซลล์เรียงกันเป็นชั้นเดียว มักพบในบริเวณที่สารต้องแพร่ผ่านเนื้อเยื่อ หรือบริเวณที่สารต้องถูกหลั่งหรือถูกกำจัด หรือถูกดูดซึมแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

             1.1.simple squamous epithelium เซลล์มีลักษณะแบนบาง เรียงตัว 1 ชั้นบนเยื่อรองรับพื้นฐานนิวเคลียสรูปกลม พบที่ชั้นนอกของโบว์แมนแคปซูล (Bowman’s capsule) ผนังหลอดเลือด เยื่อบุช่องท้องช่องหัวใจและปอด

              1.2.simple cuboidal epitheliumเซลล์มีลักษณะรูปร่างลูกบาศก์ นิวเคลียสกลม เรียงตัว 1 ชั้นอยู่บนเยื่อรองรับพื้นฐาน พบที่ท่อต่าง ๆ เช่น ท่อรวม (collecting duct) ท่อน้าลาย ท่อตับอ่อน และหลอดลม

              1.3.simple columnar epitheliumเซลล์ทรงกระบอกสูง นิวเคลียสรูปรีเรียงตัว 1 ชั้นอยู่บนเยื่อรองรับพื้นฐาน พบที่เยื่อบุทางเดินอาหารส่วนต่าง ๆ ยกเว้นหลอดอาหารและทวารหนัก

2.stratified epitheliumประกอบด้วยเซลล์เรียงซ้อนกัน 2 ชั้นขึ้นไป พบที่ผิวหนัง และเยื่อบุหลอดอาหารของคนและสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น ๆแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

            2.1.stratified squamous epitheliumเซลล์ชั้นบนสุดแบนบาง เรียงตัวซ้อนกันหลายชั้น เซลล์ชั้นล่างรูปร่างลูกเต๋า พบที่บริเวณผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก หลอดอาหาร ทวารหนัก

            2.2.stratified cuboidal epitheliumเซลล์มีลักษณะรูปร่างลูกบาศก์เรียงซ้อนกัน 2-3 ชั้นบนเยื่อรองรับพื้นฐาน พบที่ภายในท่อขนาดกลางของต่อมต่าง ๆ เช่น ต่อมน้าลาย ตับอ่อน ต่อมเหงื่อ

            2.3.stratified columnar epitheliumเซลล์มีลักษณะรูปร่างทรงกระบอกสูงเรียงซ้อนกัน 2-3 ชั้น    ชั้นล่างเป็นเซลล์ที่มีรูปร่างหลายเหลี่ยมตั้งอยู่บนเยื่อรองรับพื้นฐาน พบได้น้อย เช่นที่บริเวณท่อปัสสาวะของเพศชาย

3.pseudostratified epitheliumมีการเรียงตัวกันของเซลล์ที่มองดูเหมือนกับมีเซลล์อยู่ซ้อนกันหลายชั้น แต่ความจริง ทุกเซลล์ยังติดอยู่บนเยื่อรองรับฐานทั้งสิ้น เพียงแต่บางเซลล์ไม่สูงพอที่จะยื่นไปถึงผิวหน้าอิสระของเนื้อเยื่อ และถูกเบียดอยู่ด้านล่าง ทำให้เห็นเหมือนมี 2 ชั้นหรือมากกว่านั้น พบที่ทางเดินหายใจบางส่วน ซึ่งเซลล์ชั้นบนสุดมีซีเลีย และพบที่ท่อของต่อมหลายชนิด  สำหรับเนื้อเยื่อบุผิวชนิด stratified ยังพบชนิดพิเศษชนิดหนึ่งซึ่งเซลล์อาจเปลี่ยนรูปร่างได้ชั่วคราวหรือเปลี่ยนรูปร่างกลับไปกลับมาได้ เช่น ที่ผนังกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีการยืดขยายตัวในบางครั้งเพื่อรองรับปริมาณปัสสาวะที่เพิ่มขึ้น เซลล์ที่บุผิวจะเปลี่ยนแปลงจากรูปลูกบาศก์เป็นแบนราบลงกว่าเดิม เมื่อผนังกระเพาะปัสสาวะขยายออก เรียกเนื้อเยื่อบุผิวชนิดว่า เป็นแบบ stratified transitional epithelium

ต่อม (glandular epithelium)

ทำหน้าที่สร้างและหลั่งสาร สารที่ถูกสร้างมีหลายชนิด เช่น สารพวกโปรตีนจากเซลล์ตับอ่อน ไขมันจากต่อมหมวกไต และสารประกอบของโปรตีนและแป้งจากต่อมน้ำลาย โดยแบ่งออกเป็น 4 ชนิด ดังนี้

1) ต่อมเซลล์เดียว (unicellular gland) มีลักษณะสาคัญ คือ เซลล์หนึ่งเซลล์ท าหน้าที่เป็นต่อม มีชื่อเรียกพิเศษว่า globlet cell พบบริเวณเยื่อบุทางเดินอาหารหรือทางเดินหายใจ

2) ต่อมหลายเซลล์ (multicellular gland) เป็นต่อมที่เกิดจากกลุ่มเซลล์ที่ทำหน้าที่ร่วมกันเป็นต่อมโดยสร้างสารและขับสารออกสู่ภายนอกต่อม

3) ต่อมมีท่อ(exocrine gland) เป็นต่อมหลายเซลล์ที่มีท่อน าสารออกสู่ภายนอก เช่น ตับ ตับอ่อน   ต่อมน้ำลาย ต่อมเหงื่อ

4) ต่อมไร้ท่อ (endocrine gland) เป็นต่อมหลายเซลล์ที่ไม่มีท่อน าสารออกสู่ภายนอก เช่น ไอส์เลตออฟเลงเกอร์ฮานส์ (Islet of Langerhans) สร้างสารและขับสารออกสู่ภายนอกต่อม

เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective  tissue )

7

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันเป็นเนื้อเยื่อที่พบแทรกอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อชนิดอื่นๆ พบทั่วร่างกายทำหน้าที่พยุงและยืดเหนี่ยวให้เนื้อเยื่อเหล่านั้นคงรูปและอยู่รวมกันได้ และสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เรียงกันอยู่ห่างๆ อยู่ในสารระหว่างเซลล์ (matrix) ที่มีปริมาณมาก สารระหว่างเซลล์ประกอบด้วยเส้นใย และสารประกอบที่มีลักษณะใสและมีความหนืด

เซลล์ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันประกอบด้วยเซลล์หลายชนิด แต่ละชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันไป ได้แก่

Fibroblastเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเส้นใยชนิดต่างๆ

Adipose cellเป็นเซลล์ที่สะสมไขมัน

Macrophage มีหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม

Mast cellเป็นเซลล์ที่มีรูปร่างกลมหรือรูปรี ภายในมีแกรนูลย้อมติดสีม่วงเข้มบรรจุอยู่ เซลล์มาสต์ทำหน้าที่สร้างสาร heparin และ histamine

plasma cellทำหน้าที่สร้างแอนติบอดีที่มีความสำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน

white blood cell or leukocytesเป็นเซลล์ที่แทรกเข้ามาในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจากเส้นเลือด ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย

เส้นใยในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

เส้นใยในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่

Collagen fiberมีลักษณะเป็นเส้นเหนียวแข็งแรง อยู่รวมกันเป็นมัดใหญ่

Elastic fiberเป็นเส้นใยที่มีความยืดหยุ่นมาก แตกเป็นแขนงย่อยส่งไปเชื่อมกับแขนงของเส้นอื่น

Reticular fiberมีลักษณะคล้ายเส้นใยคอลลาเจน แต่เป็นเส้นบางกว่ากระจายอยู่ทั่วไป เส้นใยชนิดนี้จะมองไม่เห็นถ้าย้อมด้วยสีย้อมเนื้อเยื่อทั่วไป ต้องย้อมด้วยสี silver stain

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันอาจแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดตามลักษณะพิเศษเฉพาะของเซลล์และสารระหว่างเซลล์ เช่น

  1. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดโปร่งบาง (Loose or areolar connective tissue)
  2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดแน่นทึบ (Dense connective tissue)
  3. เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue)
  4. กระดูก (Cartilage)
  5. กระดูก (Bone)
  6. เลือด (Blood)

เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue)เป็นเนื้อเยื่อที่พบแทรกอยู่ทั่วไปในร่างกาย ทำหน้าที่ ยึดเหนี่ยวหรือพยุงอวัยวะ ให้คงรูป อยู่ได้ลักษณะของเนื้อเยื่อชนิดนี้ คือตัวเซลล์และเส้นใยกระจายอยู่ ในสารระหว่างเซลล์ที่เรียกว่า เมทริกซ์ (matrix) ซึ่งเส้นใยที่พบ ได้แก่

– เส้นใยคอลลาเจน(collagen fiber)

– เส้นใยอิลาสติก (elastic fiber)

– เส้นใยร่างแห(reticular fiber

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

  1. เนื้อเยื่อเกี่ยวพันสมบูรณ์ (connective tissue proper)
  2. กระดูกอ่อน (cartilage)
  3. กระดูกแข็ง(bone)
  4. เลือด (blood)

เนื้อเยื่อเกี่ยวพันสมบูรณ์ (connective tissue proper)

ลักษณะเมทริกซ์เป็นเส้นใยกระจายอยู่แตกต่างกัน ทำให้แบ่งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดนี้เป็น 2 ประเภทคือ

          1.เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดโปร่งบาง (loose connective tissue) เป็นเนื้อเยื่อมีเส้นใยเรียงตัว ไม่เป็นระเบียบ ชนิดที่พบมาก ได้แก่คอลลาเจนและ อิลาสติก สำหรับเส้นใยร่างแหพบเล็กน้อย

เซลล์ที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ชนิดโปร่งบาง ได้แก่

– เซลล์ไฟโบรบลาสต์(fibroblast)

– เซลล์แมโครฟาจ (macrophage)

– เซลล์แมสต์ (mast cell)

– เซลล์พลาสมา (plasma cell)

– เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดแน่นทึบ (dense connective tissue)

– เนื้อเยื่อไขมัน(adipose tissue) เซลล์ประเภทนี้พบอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ

           2.เนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดแน่นทึบ พบปริมาณเส้นใยมากอยู่ติดกันแน่นทึบ ทำให้มีช่องว่าง ระหว่างเซลล์น้อยแบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ

1.ชนิดเกี่ยวพันทึบ พบตามเอ็นกล้ามเนื้อ (tendon) และเอ็นยึด (ligament) ประกอบด้วยเส้นใย คอลลาเจนเรียงตัวหนาแน่นสีขาว

2.ชนิดยืดหยุ่น (elastic connectivetissue)พบที่ผนังหลอดเลือด กล่องเสียง หลอดลม และปอด ประกอบด้วยเส้นใยอิลาสติกสีเหลือง ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี

3.ชนิดร่างแห (reticularconnective tissue) ตัวเซลล์เป็นเซลล์ร่างแห (reticular cell) มีแขนง แยกออกไปติดต่อกับเซลล์ข้างเคียง

8

เซลล์ไฟโบรบลาสต์(ลูกศร)ในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดแน่นทึบ

 

กระดูกอ่อน (cartilage)

พบอยู่ตามส่วนของโครงกระดูก โดยเฉพาะบริเวณที่กระดูกมีการเสียดสีกัน ประกอบด้วย เมทริกซ์ ซึ่งเป็นสารพวกมิวโคพอลิแซ็กคาไรด์ ชนิดคอนโดรมิวคอยด์ (condromucoid) มีลักษณะคล้าย วุ้นเซลล์กระดูกอ่อน เรียกว่า คอนโดรไซต์ (chondrocyte) มีรูปร่างกลมหรือ รูปไข่ อาจพบ 1-4 เซลล์ เรียงตัวอยู่ในช่องว่างที่เรียกว่า ลาคูนา (lacuna) กระดูกอ่อนสามารถพบได้ที่ใบหู ฝาปิดกล่องเสียง (epiglottis)กล่องเสียง(trachea) กระดูกอ่อนกั้นระหว่าง กระดูกสันหลังแต่ละข้อ (intervertebral disc) เป็นต้นกระดูกอ่อนแบ่งได้  3 ชนิด คือ

         1.Hyaline cartilageมี collagen fiber มาก พบบริเวณข้อต่อ ช่วยให้กระดูกเคลื่อนไหวได้ง่าย

        2.Fibrocartilageมีความเหนียวและแข็งแรง ทนต่อแรงกดมาก พบที่ข้อเข่า ขากรรไกร

        3.Elastic cartilageพบ elastic fiber ปน collagen fiber และ proteoglycan เป็นกระดูกอ่อนที่มีความยืดหยุ่นมาก เช่น ที่ใบหู จมูก

9

เซลล์กระดูกอ่อน

 

 กระดูกแข็ง(bone)

ประกอบด้วยเซลล์กระดูกที่เรียกว่า ออสทีโอไซต์ (osteocyte) อยู่ในช่องลาคูนา โดยเซลล์กระดูก จัดเรียงตัวเป็นวงรอบช่อง ฮาเวอร์เชียน (harversian canal) ที่มีเส้นเลือดนำอาหารมาเลี้ยงเซลล์กระดูกและเรียกลักษณะ การเรียงตัวของเซลล์กระดูกนี้ว่า ระบบฮาร์เวอร์เชียน (harversian system) ช่องฮาร์เวอร์เชียนสามารถติดต่อกับ ช่องลาคูนาหรือระหว่างช่องลาคูนาด้วยกันเองโดยผ่านช่องเล็ก ๆ ที่เรียกว่า คานาลิคูไล (canaliculi) สารระหว่างเซลล์กระดูก ประกอบด้วยแคลเซียมและฟอสเฟตเป็นองค์ประกอบสำคัญกระดูกจำแนกได้  2  ชนิด

  1. Spongy bone ( cancellous bone  )กระดูกชนิดนี้มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ มีลักษณะเปราะบางและแตกง่าย พบที่ skull , sternum pelvis
  2. Compact boneเป็นกระดูกแข็งอัดตัวกันอย่างหนาแน่น เป็นกระดูกโครงร่างของร่างกาย

 

10

เซลล์กระดูก   

 

เลือด (blood)

12

เลือด ประกอบด้วย

  1. น้ำเลือด (plasma)
  2. เซลล์เม็ดเลือด ซึ่งแบ่งเป็น

– เซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cell or erythrocyte) เซลล์เม็ดเลือดแดง มีรงควัตถุฮีโมโกลบิน (hemoglobin)ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์

– เซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cell or leucocyte) เซลล์เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย มี 2 ประเภท คือ

พวกที่มีเม็ดแกรนูล (granule) พิเศษในไซโทพลาสซึม (granulocyte) สามารถย้อมติดสี ได้ดี เซลล์เม็ดเลือดขาวในกลุ่มนี้ ได้แก่นิวโทรฟิล (neutrophil) เซลล์มีนิวเคลียส 2-6 พู โอซิโนฟิล (eosinophil) เซลล์มีนิวเคลียสไม่เกิน 3 พู และเบโซฟิล (basophil) เซลล์มีนิวเคลียสขนาดใหญ่ แยกเป็นพูรูปตัวเอส (s) หรือรูปร่างไม่แน่นอน

พวกที่ไม่มีเม็ดแกรนูลในไซโทพลาสซึม (agranulocyte) ได่แก่ ลิมโฟไซต์ (lymphocyte) เซลล์มีนิวเคลียสกลมมีขนาดใหญ่ ขนาดใกล้เคียงกับเซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์โมโนไซต์ (monocyt) นิวเคลียสมีขนาดใหญ่ รูปไต หรือรูปรี เกล็ดเลือด (thrombocyte) เกล็ดเลือด เป็นชิ้นส่วนของไซโทพลาซึม (cytoplasm) ของเซลล์ชนิดหนึ่ง ในไขกระดูกที่แตกออกจากกัน เข้ามาอยู่ในกระแสเลือดไม่มีสี และไม่มีนิวเคลียส ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การแข็งตัวของเลือด

เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (muscular tissue)

13

เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ มีลักษณะเฉพาะ คือ เซลล์กล้ามเนื้อ (muscle cell) มีลักษณะยาวมาก จึงเรียกอีกชื่อว่า เส้นใยกล้ามเนื้อ (muscle fiber) เยื่อหุ้มเซลล์มีชื่อเรียกเฉพาะว่า sarcolemma และไซโทพลาสซึมมีชื่อเรียกเฉพาะว่า sarcoplasm เรียก endoplasmic reticulum ว่า sarcoplasmicreticulumในสัตว์มีกระดูกสันหลัง พบเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ มี 3 ชนิด ได้แก่

1.กล้ามเนื้อเรียบ (smoothmuscle)

2.กล้ามเนื้อลาย(skeleton muscle)

3.กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle)

1.กล้ามเนื้อเรียบ (smoothmuscle) พบที่อวัยวะภายใน เช่นที่ผนังของทางเดินอาหาร

14

กล้ามเนื้อเรียบ

มดลูก  เส้นเลือด และอวัยวะภายในอื่น ๆ รูปร่างของเซลล์มีลักษณะยาว หัวท้ายแหลม แต่ละเซลล์มี1 นิวเคลียสอยู่ตรงกลางเซลล์ เมื่อมองด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงธรรมดา จะไม่เห็นมีลาย แต่เห็นเป็นเนื้อเยื่อเดียวกันหมด กล้ามเนื้อเรียบหดตัวได้ช้า แต่หดตัวได้นานมาก และการท างานอยู่นอกอำนาจจิตใจ

15

กล้ามเนื้อลาย

2.กล้ามเนื้อยึดลาย (skeleton muscle) เป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อยู่ติดกับกระดูก เช่น กล้ามเนื้อที่แขนขา จึงทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยตรง เมื่อดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ชนิดใช้แสงธรรมดา จะเห็นแถบสีเข้มและจางพาดขวางสลับกันไป เรียกว่าลาย (striations) เซลล์กล้ามเนื้อนี้มีลักษณะเป็นทรงกระบอกยาว แต่ละเซลล์มีหลายนิวเคลียสซึ่งเรียงกันอยู่ทางด้านข้างบริเวณใต้เยื่อหุ้มเซลล์ การทำงานของกล้ามเนื้อนี้อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ

 

3.กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle) พบที่ผนังหัวใจ เซลล์มีรูปร่างยาวทรงกระบอก มีนิวเคลียสอันเดียวอยู่ตรง

16

กล้ามเนื้อหัวใจ

กลางบริเวณส่วนปลายของเซลล์มีการแตกแขนงแยกออกเป็น 2 แฉก เรียกว่า การแตกแบบไบเฟอเคท(bifurcate) และบริเวณส่วนปลายเยื่อหุ้มเซลล์ของด้านทั้งสองของเซลล์ทั้งสองที่มีประชิดกันทำให้เห็นรอยตามขวางที่มีสีเข้ม และเห็นเด่นชัด เรียกว่า intercalated disk เมื่อมองด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงธรรมดา จะเห็นเป็นลาย แต่การทำงานไม่เหมือนของเซลล์กล้ามเนื้อยึดกระดูกเพราะอยู่นอกอำนาจจิตใจ

 

 

เนื้อเยื่อประสาท(neurous tissue)

เนื้อเยื่อประสาท ประกอบด้วย

1.เซลล์ประสาท (neuron) ทำหน้าที่รับส่งกระแสประสาท

  1. เซลล์เกี่ยวพันประสาท (neuroglia) มีหน้าที่สนับสนุนการทำงานของเซลล์ประสาท เช่นยึดเหนี่ยหรือค้ำจุนเซลล์ประสาท ซ่อมแซมบาดแผลที่เกิดขึ้นกับเซลล์ประสาท เป็นต้น

เซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ ประกอบด้วย

ตัวเซลล์ ซึ่งอยู่ในชั้นสีเทา (grey matter) ของระบบประสาทไขสันหลังและระบบประสาท ส่วนกลาง เซลล์ประสาทมีลักษณะกลมขนาดใหญ่ มีนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง

แขนงประสาท แบ่งเป็น 2 พวก คือ

               – เดนไดรต์ (dendrite) ที่เป็นแขนงประสาทขนาดสั้นทำหน้าที่รับกระแสประสาท (impulse) เข้าสู่ตัวเซลล์

               – แอกซอน(axon) เป็นแขนงประสาทลักษณะยาวไม่มีแขนงแตกออกใกล้กับตัวเซลล์แอกซอน ทำหน้าที่นำ กระแสประสาทออกจากตัวเซลล์

17

ผนัง (membrane)

จำแนกออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ๆ คือ

1.เยื่อหุ้มมิวคัส (Mucous membrane)

เยื่อหุ้มชนิดนี้ทําหน้าที่หลั่งสารเมือกที่มีลักษณะข้นและเหนียว(Mucus) เพื่อช่วยในการหล่อลื่นและปกป้องอวัยวะต่างๆ โดยปกคลุมอยู่ตามช่องและท่อที่ติดต่อกับภายนอกเช่นช่องปาก ช่องจมูก ท่อในระบบหายใจระบบสืบพันธุ์ระบบย่อยอาหารเป็นต้น

  1. เยื่อหุ้มซีรัส (Serous membrane)

เยื่อหุ้มชนิดนี้ทําหน้าที่หลั่งสารค่อนข้างใสคล้ายน้ํา (Serous fluid) เพื่อช่วยให้ลื่น

ป้องกันไม่ให้อวัยวะซึ่งอยู่ติดกันเสียดสีกัน เยื่อหุ้มชนิดนี้ดาดอยู่ตามช่องอก ช่องท้อง ช่องเชิงกราน

และยังคลุมอวัยวะภายในต่างๆ เช่น เยื่อหุ้มปอดเยื่อหุ้มหัวใจเยื่อบุช่องท้อง เป็นต้น

  1. เยื่อหุ้มไซโนเวียล(Synovial membrane)

เยื่อหุ้มชนิดนี้ดาดอยู่ภายในช่องว่างของข้อต่อเช่น ข้อสะโพ  ข้อเข่า ข้อศอก เป็นต้น เยื่อหุ้มนี้ไม่มีชั้นเนื้อเยื่อบุผิว ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหลวม โดยมีไขมันแทรกอยู่เล็กน้อยทําหน้าที่หลั่งน้ําไขข้อ(Synovial fluid) ช่วยในการหล่อลื่นบริเวณข้อต่อและส่งอาหารให้แก่ปลายกระดูกอ่อนที่ปลายข้อต่อ 4. 4.ผิวหนัง (Cutaneous membrane)

โครงสร้างและส่วนประกอบของผิวหนัง

ผิวหนังเป็นอวัยวะห่อหุ้มร่างกายภายนอกทั่วๆไป มีพื้นที่ทั่วร่างกายประมาณ 1.17-1.95ตารางเมตร มีความหนาในบริเวณต่างๆไม่เท่ากัน บริเวณที่หนามากที่สุดได้แก่ฝ่ามือและฝ่าเท้าผิวหนังมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมันรวมอยู่ด้วย นอกจากนั้นผิวหนังสามารถบ่งบอกอายุของคนได้อีกด้วย

  1. หน้าที่ของผิวหนัง

1.1 ห่อหุ้มร่างกายและป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับอวัยวะภายใน

1.2 ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ช่วยทําให้ความร้อนในร่างกายคงที่อยู่เสมอโดยป้องกันไม่ให้ความร้อนเสียไปเมื่ออากาศหนาวและช่วยระบายความร้อนออกนอกร่างกายด้วยการขับเหงื่อเมื่ออากาศร้อน

1.3 ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายเช่น การขับเหงื่อ

1.4 รับความรู้สึกต่างๆ เนื่องจากมีประสาทรับความรู้สึกอยู่ที่ผิวหนัง เช่น ความร้อนความเย็น การสัมผัส ความเจ็บปวดเป็นต้น

  1. โครงสร้างของผิวหนัง

 18

ผิวหนังแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นนอกเป็นหนังกําพร้า ส่วนชั้นในเป็นหนังแท้ดังนี้

2.1 หนังกําพร้า (Epidermis)

เป็นชั้นนอกสุดของผิวหนัง มีลักษณะบางมาก ประมาณ 0.04-1.60 มิลลิเมตร  หนังกําพร้าไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยงแต่ได้รับสารอาหารและถ่ายเทของเสียโดยการแพร่ผ่านหนังแท้ประกอบด้วยเนื้อเยื่อบุผิวซ่อนกันอยู่ เซลล์ผิวหนังในชั้นนี้เรียงตัวกันเป็นชั้นๆ เซลล์ใหม่ถูกสร้างจากชั้นล่างสุดจะเคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบนเรื่อย ๆ ระหว่างที่เคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบน จะมีการเปลี่ยนรูปร่างและองค์ประกอบ กลายเป็นเซลล์แบนที่ตายแล้วเรียงอัดกันแน่นในชั้นบนสุดในชั้นนี้ประกอบด้วยโปรตีนชนิดหนึ่ง ชื่อว่า เคราติน (Keratin)คล้ายคลึงกับที่พบในเล็บและผมทําหน้าที่เคลือบผิวหนัง เซลล์ชั้นนี้จะมีการหลุดลอกออกไปเองและถูกแทนที่โดยเซลล์ใหม่จากชั้นล่างที่เคลื่อนตัวขึ้นมาแทนที่ส่วนชั้นล่างสุดจะพบเซลล์ที่มีหน้าที่ในการผลิตสีผิว(Melanocyte) ซึ่งจะช่วยสร้างสารที่ทําให้เกิดสีผิวที่ผิวหนัง หนังกําพร้าแบ่งออกเป็นชั้นต่างๆ ดังนี้

2.1.1 สตราตัมคอร์เนียม (Stratum corneum) เป็นชั้นบนสุดเซลล์มีลักษณะแบน ไม่มีนิวเคลียส มีความหนามมากที่สุดจะพบในผิวหนังหนา ๆ เท่านั้น

2.1.2 สตราตัมลูซิดัม (Stratum lucidum) เป็นชั้นใส ๆ ประกอบด้วยชั้นของเซลล์บางๆ มองไม่เห็นขอบเขตของเซลล์ปกติจะพบในผิวหนังชนิดหนาเท่านั้น

2.1.3 สตราตัมแกรนูโลซัม (Stratum granulosum) เป็นชั้นที่ค่อนข้างบาง ประกอบด้วยเซลล์รูปร่างค่อนข้างแบนเรียงซ่อนกัน 2-3 ชั้น ขอบเขตของแต่ละเซลล์มองเห็นชัดเจน

2.1.4 สตราตัมสไปโนซัม (Stratum spinosum) ประกอบด้วยเซลล์รูปร่างหลายเหลี่ยม เรียงตัวกันประมาณ 8แถวเป็นชั้นที่ผลิตเซลล์ใหม่ออกมา

2.1.5 สตราตัมเบซาเล(Stratum basale) เป็นชั้นล่างสุดอยู่ชิดกับหนังแท้ ประกอบด้วยเซลล์รูปแท่งเรียงตัวชั้นเดียว

2.2 หนังแท้(Dermis)

เป็นชั้นของผิวหนังที่อยู่ใต้หนังกําพร้า มีความหนามากกว่าหนังกําพร้า ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) ทอดไปมาในทิศทางต่างๆ ทําให้ผิวหนังมีความเหนียวลดการกระแทกจากแรงดึงต่างๆ หนังแท้ยึดติดกับเยื่อฐาน (Basement membrane)ของหนังกําพร้าอย่างแน่นหนา ในชั้นหนังแท้จะมีปลายประสาทรับความรู้สึก ต่อมเหงื่อ(Sweatgland) รากขน (Hair follicle) ต่อมไขมัน (Sebaceous gland)และหลอดเลือด(Blood vessel)หลอดเลือดในชั้นหนังแท้มีประโยชน์ในการให้อาหารมาเลี้ยงและขับของเสีย

หนังแท้แบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ

       2.2.1 พาพิลลารีเลเยอร์(Papillary layer) อยู่ชั้นบน อยู่ติดกับหนังกําพร้าเป็นชั้นที่นูนยื่นขึ้นมาในชั้นหนังกําพร้าผิวหนังชั้นนี้จะมีหลอดเลือดฝอยและปลายเส้นประสาทหลอดเลือดฝอยมีจํานวนมากเพื่อส่งอาหารไปเลี้ยงชั้นหนังกําพร้า ส่วนปลายประสาทจะเป็นประสาทรับความรู้สึกสัมผัส ความร้อน ความเย็น และความเจ็บปวด

       2.2.2รีทิคิวลาร์เลเยอร์(Reticular layer) ชั้นนี้อยู่ที่ส่วนล่างของหนังแท้ และยึดติดกับชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous layer) ชั้นนี้ป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดเนื้อแน่นไม่เป็นระเบียบ(Dense irregular connective tissue) มีความแข็งแรงยืดหยุ่น สามารถยืดออกได้มากในชั้นนี้มีหลอดเลือด หลอดน้ําเหลือง ปลายประสาท กล้ามเนื้อเรียบของขน ต่อมเหงื่อ ท่อเหงื่อ ต่อมน้ํามันรากขน ขุมขน และเยื่อไขมัน

อนุพันธ์ของผิวหนัง

นอกจากผิวหนังส่วนต่างๆ แล้วยังมีอวัยวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผิวหนังอีกได้แก่ เล็บ ผมหรือขน ต่อมเหงื่อ ต่อมน้ํามัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1.เล็บ (Nail)

19

เล็บเป็นอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงมาจากหนังกําพร้า พบได้บริเวณปลายนิ้วของคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทําหน้าที่ป้องกันปลายนิ้วและช่วยในการหยิบจับ แกะเกาและข่วน เล็บมีลักษณะแข็งและใสมองเห็นสีของเลือดใต้เล็บเป็นสีชมพู ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่

1.1 ปลายเล็บ (Free edge)คือ ส่วนที่ยื่นพ้นนิ้วออกไป

1.2 ตัวเล็บ (Nail plate)คือ ส่วนของปลายเล็บที่อยู่ปลายนิ้ว มีลักษณะเป็นแผนบางๆรูปตัวยู(U) สีชมพูอ่อน ๆ

1.3 ฐานเล็บ (Nail bed)คือ ส่วนของผิวหนังที่อยู่ใต้เล็บ

1.4 รากเล็บ (Nail root)คือ ส่วนที่อยู่บริเวณโคนเล็บอยู่ใต้ผิวหนังซึ่งเล็บจะงอกออกมาจากรากเล็บ

2.ขน (Hair)

20

ผมหรือขนเกิดจากเซลล์ของผิวหนังชั้นหนังกําพร้างอกลึกลงไปในชั้นของหนังแท้ ส่วนที่โผล่พ้นขึ้นมาอยู่เหนือผิวหนังเรียกก้านขน (Hair shaft) ส่วนที่อยู่ในแอ่งใต้ผิวหนังเรียกรากขน (Hair root) ตอนล่างของรากขนเป็นรูปกระเปาะมีหนังแท้ยื่นมาอยู่ เรียกว่าแฮร์พะพิลลา(Hair papilla) ซึ่งมีปลายประสาทและหลอดเลือดมาเลี้ยงจํานวนมาก ที่รากขนมีปลอกหุ้ม 2 ชั้น เรียกว่าขุมขน (Hair follicle) ในแอ่งของขุมขนจะมีท่อของต่อมน้ํามัน (Sebaceous gland) หลายท่อมาเป็น ออกขนแต่ละเส้นมีกล้ามเนื้อเรียบ (Arrectorpili muscle) มายึดโดยปลายข้างหนึ่งติดอยู่กับโคนขน เมื่อกล้ามเนื้อนี้หดตัวจะดึงโคนขนเข้ามาให้ขนตั้งขึ้นเรียกว่า “ขนลุก”

 3.ต่อมเหงื่อ(Sweat gland)

ต่อมเหงื่อมีลักษณะป็นท่อยาวทอดผ่านหนังกําพร้าลงไปถึงส่วนของหนังแท้ ตอนล่างของท่อเป็นส่วนของต่อม ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อขดกันเป็นวงไปมาเหมือนกลุ้มด้าย ทําหน้าที่ ขับเหงื่อ ส่วนตอนบนของท่อมีหน้าที่นําเหงื่อออกที่ผิวหนัง ต่อมเหงื่อพบได้ทั่วไปของร่างกายบริเวณที่มีต่อมเหงื่อจํานวนมาก ได้แก่ รักแร้ ฝ่ามือและฝ่าเท้า ส่วนบริเวณที่ไม่มีต่อมเหงื่อได้แก่ ริมฝีปาก ส่วนภายในของใบหูบริเวณเล็บ เป็นต้น

เหงื่อ(Sweat) มีส่วนประกอบสารต่างๆ คือ น้ํา โซเดียมคลอไรด์ยูเรีย(Urea)ยูริคแอซิด(Uric acid)และเครอาตินิน (Creatinine) มีฤทธิ์เป็นกรด ต่อมเหงื่อสามารถกรองเอาของที่ร่างกายขับออกมาเป็นเหงื่อ ทั้งยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่จะผ่านเข้าไปใต้ผิวหนังต่อมเหงื่อสามารถเปลี่ยนแปลงรูปได้เพื่อประโยชน์ สําหรับการทําหน้าที่ป้องกันอันตรายต่างๆให้แก่ร่างกายได้แก่ต่อมสําหรับสร้างขี้หูต่อมสร้างขี้ตา เป้นต้น

4.ต่อมน้ํามัน (Sebaceousgland)

ต่อมน้ํามันจะอยู่ที่ชั้นของหนังแท้ ซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกาย ยกเว้นฝ่ามือและฝ่าเท้า มีมากที่ผิวหนังของศีรษะและหน้า ทําหน้าที่ขับสารคล้ายน้ํามันเรียกว่าซีบัม (Sebum) มีลักษณะอ่อนนุ่มและลื่น ช่วยให้ผมหรือขนไม่แห้ง ช่วยหล่อลื่นหนังกําพร้า ป้องกันผิวแห้ง ป้องกันการสูญเสียน้ําออกจากร่างกาย ต่อมน้ํามันส่วนใหญ่จะมีท่อเปิดเข้าด้านข้างของรากขน แต่ก็มีบางแห่งที่มีท่อเปิดออกสู่ผิวหนังโดยตรง เช่น ริมฝีปากอวัยวะเพศ บนจมูกเป็นต้น กรณีที่ท่อเกิดการอุดตันหรือเกิดการอักเสบ น้ํามันจะออกไม่ได้ทําให้เกิดสิว(Acne) เนื่องจากไขมันเป็นอาหารของแบคทีเรียบางชนิดจึงทําให้เกิดเป็นตุ่มหนองได้

 

อ้างอิง

http://www.chonburiipe.ac.th/newipe/doc/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%93.pdf