บทที่ 11 ระบบต่อมไร้ท่อ

ต่อมไร้ท่อ(Endocrine Gland) หมายถึงต่อมที่ไม่มีท่อประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่สร้างและหลั่งสารเคมีที่เรียกว่า ฮอร์โมน (hormone) แล้วส่งออกนอกตัวเซลล์โดยผ่านทางกระแสเลือดหรือน้ำเหลืองไปควบคุมหรือดัดแปลงสมรรถภาพของเซลล์ของของอวัยวะเป้าหมาย (target organ)  ที่อยู่ไกลออกไป หรืออยู่ใกล้เคียงกัน  มีลักษณะการทำงานค่อนข้าช้า แต่ได้ผลการทำงานที่นาน ซึ่งฮอร์โมนมีความสำคัญต่อร่างกายและมีอิธพลต่อพฤติกรรมของคนเราอโดยฮอร์โมนแต่ล่ะชนิดจะทำงานไปพร้อมๆกันเพื่อรักษาสมดุลของร่างกายให้คงที่อยู่เสมอ

หน้าที่สำคัญคือ ควบคุมระบบพลังงานของร่างกาย ควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย ควบคุมระบบสืบพันธุ์และต่อมน้ำนม ถ้าเกิดความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่มีการผลิตฮอร์โมนมากเกินไปหรือน้อยเกินไป จะส่งผลเฉพาะต่ออวัยวะที่ตอบสนองต่อฮอร์โมนนั้นๆ ให้ทำงานผิดปกติไปด้วย ระบบต่อมไร้ท่อจึงถือเป็นระบบสื่อสารภายในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมเชื่อมโยง ติดต่อประสานกับการทำงานของระบบอื่นๆในร่างกาย ลักษณะการทำงานจะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ให้ผลระยะยาวนาน เช่นการเจริญเติบโตของร่างกาย การผลิตน้ำนม ซึ้งต้องอาศัยเวลาจึงจะแสดงผลให้ปรากฏ

บทบาทหน้าที่ของฮอร์โมน

แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

  1. การสืบพันธุ์ โดยฮอรฺโมนจากระบบสืบพันธุ์ เช่น แอนโดรเจน (androgen) เอสโตรเตน (estrogen) โพรเจสเคอโรน(progesterone) luteinizing hormone  follicle stimulating hormone และ โพรแลกติน ฮอร์โมนเหล่านี้จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโต การเปลี่ยนแปลงตามวัยของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น การสร้างอสุจิ  การตั้งครรภ์ การคลอดเป็นต้น
  2. การเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกายทำให้มีการเจนิญเติบโตของเนื้อเยื่อของร่างกายการเจริญเติบโตตามวัย การแก่ชรา ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องคือ Growth hormone, Thyroxin hormone, Insulin
  1. การสร้างและการใช้พลังงาน คือ ควบคุมกระบวนการ Metabolism ภายในร่างกายให้มีการใช้พลังงานของเซลล์ของอวัยวะต่างๆ เช่น ควบคุมกระบวนการ Metabolism ของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน โดยมีฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง คือ อินซูลิน เอพิเนฟริน คอติซอล
  2. การรักษาสภาวะภายในร่างกายให้คงที่ เช่นการควบคุมเกลือแร่ และน้ำ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมภายในร่างกายให้สมดุล ได้แก่ แอลโดสเตอโรน ควบคุมโซเดียม ADH (Antidiuretic hormone) ควบคุมปริมาณน้ำ เป็นต้น

ประเภทและคุณสมบัติของฮอร์โมน

  1. Paracrine hormone คือฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์โดยการไปกระตุ้นหรือยับยั้งกระบวนการบางอย่างในเซลล์เป้าหมายที่อยู่ข้างเคียง
  2. Autocrine hormone คือฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ที่เซลล์ผลิตฮอร์โมนเอง
  3. Endocrine hormone คือ ฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต่อเซลล์เป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปจากเซลล์ที่สร้างออร์โมน
  4. Neurocrine hormone คือฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ประสาท ส่งไปตามเส้นใยประสาทเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด
1

ภาพ : ประเภทและคุณสมบัติของฮอร์โมน

การจำแนกต่อมไร้ท่อตามความสำคัญต่อชีวิต

1.2.1) Essential endocrine gland เป็นต่อมไร้ท่อที่จำเป็นมาก ถ้าขาดแล้วทำให้ตายได้ ได้แก่ต่อมดังต่อไปนี้

1.1)ต่อมพาราไทรอยด์ (parathyroid)

1.2) ต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex)

1.3) ต่อมไอส์เลตของตับอ่อน (islets of Langerhans )

1.2.2 ) Non – Essential endocrine gland เป็นต่อมที่ไม่จำเป็นหรือจำเป็นน้อยมากต่อร่างกาย ได้แก่ต่อม ดังต่อไปนี้

2.1) ต่อมใต้สมอง ( pituitary )

2.2) ต่อมไทรรอยด์ ( thyroid )

2.3) ต่อมหมวกไตชั้นใน ( adrenal medulla )

2.4) ต่อมไพเนียล ( pineal )

2.5) ต่อมไทมัส ( thymus )

2.6) ต่อมเพศ ( gonads )

เมื่อแบ่งฮอร์โมนออกตามคุณสมบัติทางเคมี แบ่งได้เป็น 5 ชนิด คือ

  1. ฮอร์โมนประเภทเพป์ไทด์หรือโปรตีน (peptide hormone, protein hormone) โครงสร้างประกอบด้วยกรดอะมิโน ได้แก่ ฮอร์โมนที่ได้จาก hypothalamus, pituitary gland parathyroid gland, ตับ ตับอ่อน ฮอร์โมนประเภทโปรตีนบางชนิดมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบของโมเลกุล เรียกว่า glycoprotein ฮอร์โมนกลุ่มนี้ได้แก่ gonadotropin hormone (follicle stimulating hormone; FSH, luteinizing hormone; LH) และ thyrotrophic hormone (thyroid stimulating hormone; TSH) มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ สร้างและเก็บไว้ในต่อมที่สร้างในถุงขับหลั่ง เมื่อหลั่งออกสู่ระบบไหลเวียนจะอยู่ในรูปอิสระไม่จับกับโปรตีนใด ๆในพลาสมา ระดับของฮอร์โมนไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มี half life สั้น 5-10 นาที ไม่ผ่านเข้าเซลล์อวัยวะเป้าหมาย จึงต้องมีตัว receptor อยู่ที่เยื่อหุ้มเซลล์ ออกฤทธิ์โดยผ่านตัวส่งข่าวตัวที่ 2
  2. Steriod hormone สังเคราะห์จากสารเริ่มต้น คือ cholesterol ที่อยู่ในรังไข่นฮอร์โมน อัณฑะ ต่อมหมวกไตส่วนนอก มีคุณสมบัติละลายในไขมันได้ดี สามารถแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ คุณสมบัติเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะถูกหลั่งออกมาทันที ถูกขนส่งทางกระแสโลหิต  โดยจับกับโปรตีนอย่างจำเพาะในพลาสมา ระดับฮอร์โมนในกระแสเลือดค่อนขางคงที่ มี half life นานกว่า peptide hormone  เข้าไปในเซลล์จับกับ cytoplasmic receptor ออกฤทธิ์ที่ยีนส์
  3. ฮอร์โมนประเภทเอมีน สังเคราะห์จากกรดอมิโน tryptophan, tyrosine โดยตัดกลุ่มคาร์บอกซิล  (-COOH) ออกแล้วมาต่อกันใหม่ เรียกฮอร์โมนกลุ่มนี้ว่า amine สร้างจากกรดอะมิโนไทโรซีน (tyrosine) มีขนาดโมเลกุลเล็ก ได้แก่ ฮอร์โมน catecholamine นอกจากนี้ยังมีต่อมหมวกไตส่วนใน และต่อมธัยรอยด์ ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตส่วนในได้แก่ เอพิเนฟรินและนอร์เอพิเนฟรินเมื่อหลั่งออกสู่ระบบไหลเวียน    เอพิเนฟรินจะจับกับอัลบูมินในพลาสมาส่วนนอร์เอพิเนฟริน จะอยู่ในรูปอิสระส่วนธัยรอยด์ฮอร์โมนจะจับกับโปรตีนเฉพาะในพลาสมา คุณสมบัติของเอมีฮอร์โมน คือ สร้างและถูกเก็บไว้ในต่อมที่สร้างใน vesicles ถูกขนส่งทางกระแสโลหิต บางชนิดจับกับพลาสมา เช่น ไทรอกซีน บางชนิดไม่จับกับโปรตีนในพลาสมา ได้แก่  catecholamine เป็นฮอร์โมนที่ละลายในน้ำได้ดี
  4. Derivative of fat สังเคราะห์จากไขมันไม่อิ่มตัวได้แก่ arachidonic acid มีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลทางสรีระ
  5. Glycoprotein hormone เกิดจากการต่อ CHO ให้แก่กรดอมิซีรีน ธรีโอนีน เป็นต้น ได้แก่ FSH, LH, TSH

การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนมี 4 วิธี

1.การหลั่งฮอร์โมนตามปริมาณการใช้   ฮอร์โมนจะหลั่งออกมาเมื่อมีความต้องการใช้ เซลล์ของต่อมไร้ท่อจะตอบสนองต่อตัวกระตุ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงของสารในกระแสเลือด หรือความเข้มข้นของฮอร์โมนในกระแสเลือด เฉพาะเจาะจงต่ออวัยวะเป้าหมายเท่านั้น ซึ่งตัวกระตุ้นเหล่านี้ อาจจะมีจำนวนมากแล้วกระตุ้น ให้ฮอร์โมนหยุดการทำงาน เช่นถ้าร่างกายมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูง จะกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมา หรือถ้าร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จะกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนกลูคากอนออกมาทำงาน ซึ่งแล้วแต่การทำงานของฮอร์โมนแต่ละตัว

การหลั่งของฮอร์โมนต้องสัมพันธ์กับการสร้าง เพราะจะได้มีการสร้างฮอร์โมนใหม่ ให้มาทดแทนที่ถูกหลั่งออกไป เมื่อเซลล์ถูกกระตุ้นแรงๆ จะมีการหลั่งสองลักษณะ (biphasic) คือมีการหลั่งอย่างรวดเร็วในระยะแรก แล้วหลั่งน้อยลง แต่นานกว่าในช่วงหลัง พร้อมทั้งมีการสร้างโปรตีนเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น อัตราการหลั่งของฮอร์โมน จึงมีลักษณะขึ้นๆ ลงๆ เป็นช่วงๆ (pulsatile) มีหลายแบบดังนี้ การหลั่งเป็นช่วงๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง (circhoral) เช่น ฮอร์โมนเพศ การหลั่งขึ้นลงนานกว่าชั่วโมงแต่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง (ultradian) การหลั่งเปลี่ยนแปลงทุกวันโดยมีระดับสูงที่เวลาเดียวกันทุกวัน (diurnal) เช่นฮอร์โมน ACTH ที่หลั่งออกมาสูงช่วงเช้ามืดของทุกวัน การหลั่งแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง (circadian) เช่นโกรทฮอร์โมนจะหลั่งขณะที่นอนหลับสนิทและการหลั่งขึ้นอยู่กับช่วงเวลาประมาณ 1 ปี/หรือฤดูกาล (circannnual/seasonal) เช่นระดับสูงสุดของโกนาโดโทรปิน ในช่วงก่อนตกไข่ทุก 28 วันและขึ้นลงตามฤดูกาลได้

2.การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนแบบยับยั้งย้อนกลับ (negative feedback ) เป็นรูปแบบการควบคุมที่ใช้มาก คือการที่อวัยวะเป้าหมายสร้างสารขึ้นมาเพื่อกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของต่อมไร้ท่อหลั่งฮอร์โมนหรือน้อยลงโดยทางตรงเ เช่น การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อระดับของกลูโคสในกระแสเลือดมาก ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมา เพื่อนำกลูโคสเข้าเซลล์ ซึ่งจะทำให้ระดับกลูโคส ในกระแสเลือดลดลง ระดับของน้ำตาลในกระแสเลือดที่ต่ำลง จะไปส่งสัญญาณให้ตับอ่อน ผลิตฮอร์โมนอินซูลินลดน้อยลง เป็นต้น

2

การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนโดยการยับยั้งย้อนกลับ (negative feedback)

3.การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนแบบกระตุ้นย้อนกลับ ( positive feedback) เป็นรูปแบบที่พบน้อยกว่า เป็นการทำงานตรงกันข้าม กับการยับยั้งที่กล่าวมาแล้ว คือ แทนที่จะไปยับยั้งแต่ผลของฮอร์โมน จะไปกระตุ้นให้มีการทำงานของต่อมไร้ท่อมากขึ้น เช่น ฮอร์โมนออกซิโทซิน ซึ่งการที่ทารกดูดนมมารดาอยู่สม่ำเสมอ จะเป็นการกระตุ้นให้ต่อมไต้สมองสร้างฮอร์โมนออกซิโทซินตลอดเวลาหรือมากขึ้น

3

การควบคุมการหลั่งฮอร์โมนแบบกระตุ้นย้อนกลับ (Positive feedback)

ต่อมไร้ท่อหลักของร่างกายประกอบด้วย

1.ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus)

2.ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland)

3.ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland)

4.ต่อมพาราไทรอยด์ (Parathyroid gland)

5.ตับอ่อน (Pancrease)

6.ต่อมหมวกไต (Adrenal gland)

7.ต่อมเพศ (Gonad)

8.ต่อมเหนือสมอง (Pineal gland)

1.ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus)

ตั้งอยู่ที่ฐานของสมองด้านหน้าของทาลามัส โดยมีร่องไฮโพทาลามัสคั่นกลาง ด้านหน้าของไฮโพทาลามัสคือ จุดที่เส้นประสาทจากลูกตามาบรรจบและไขว้กัน (optic chiasm) ส่วนล่างของไฮโพทาลามัสคือ tubercinerium ซึ่งมีส่วนตรงกลางเรียกว่า median eminence หลอดเลือดแดงจะแตกแขนงเป็นหลอดเลือดฝอยแล้วรวมตัวไหลลงไปตามก้านของต่อมใต้สมองไปเลี้ยงต่อมใต้สมองส่วนหน้าเรียกระบบหลอดเลือดนี้ว่า hypophyseal portal system ที่ระบบไหลเวียนนี้เป็นแหล่งที่ฮอร์โมนจากไฮโพทาลามัส หลั่งออกมา ซึ่งเป็น releasing hormone (RH) และinhibiting hormone (IH) มีผลไปควบคุมการทำงานของต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนที่สร้างจากไฮโพทาลามัสได้แก่   Releasing hormone :  Growth hormone  releasing  hormone (GHRH), prolactin  releasing hormone (PRH), Gonadotrophicreleasing hormone (GnRH),Thyriod releasing  hormone  (TRH), corticotropic releasing  hormone (CRH) ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมองส่วนหน้าและยับยั้งการหลั่ง (inhibiting hormone)

ประกอบด้วยฮอร์โมน growth hormone (somatostatin), prolactin (PIF) และ Melatonin (MIH)

2.ต่อมใต้สมอง ( pituitary gland )

ต่อมใต้สมองมีขนาดประมาณ 1 – 1.5 เซนติเมตร เป็นต่อมที่อยู่ติดกับส่วนล่างของสมองส่วนไฮโปทาลามัส แบ่งได้ 3 ส่วนคือ ต่อมใต้สมองส่วนหน้า ( anterior pituitary ) , ต่อมใต้สมองส่วนกลาง ( interior pituitary ) และต่อมใต้สมอง ส่วนหลัง ( posterior pituitary )

  • ต่อมใต้สมองส่วนหน้าและส่วนกลาง : มีต้นกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อชนิดเดียวกันที่เรียกว่า Adenohypophysis ซึ่งสามารถสร้าง ฮอร์โมนได้เองดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นหน่วยเดียวกันซึ่งถือได้ว่าเป็นต่อมไร้ท่อแท้จริง
  • ต่อมใต้สมองส่วนหลัง : เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อประสาท ที่เรียกว่า Neurohypophysis

4การหลั่งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง

ต่อมใต้สมองส่วนหน้า : เซลล์ของต่อมใต้สมองส่วนหน้าจะสร้างฮอร์โมนได้ต้องถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนประสาทหรือรีลีสซิ่งฮอร์โมน (releasing hormone) ที่สร้างจากนิวโรซีครีทอรีเซลล์ (neurosecretory cell) ที่มีตัวเซลล์อยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัสเสียก่อน

5

ต่อมใต้สมองส่วนหลัง : ไม่ได้สร้างฮอร์โมนได้เอง แต่มีปลายแอกซอนของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ จากสมองส่วนไฮโปทาลามัสมาสิ้นสุด และหลั่งฮอร์โมนประสาทออกมาสู่กระแสเลือดเข้าสู่เส้นเลือดที่มาเลี้ยงต่อมใต้สมองส่วนหลังดังนั้นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองส่วนหลังก็คือ ฮอร์โมนประสาทนั่นเอง

6

ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า

ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้าหรืออะดิโนไฮโปไฟซีส (anterior pituitary gland หรือ adenohypophysis) เป็นฮอร์โมนพวกโปรตีน ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน 2 ประเภทคือ

1. กลุ่มแรกเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้อวัยวะเป้าหมายสร้างฮอร์โมนออกมาเรียกฮอร์โมนพวกนี้ว่าฮอร์โมนกระตุ้นซึ่งจะมีคำต่อท้ายว่า ” trophic hormone, trophin หรือ stimulating hormone ” ได้แก่

– อะดรีโนคอร์ติโคโทรฟริกฮอร์โมน ( adrenocortico trophic hormone ) เรียกย่อว่า ACTH

– ไทรอยด์ สติมูเลติงฮอร์โมน ( thyroid stimulating hormone ) เรียกย่อว่า TSH

– ลูทิไนซิง ฮอร์โมน ( luteinizing hormone ) เรียกย่อว่า LH หรือ อินเตอร์สติเชียลเซลล์ สติมิวเลติงฮอร์โมน ( interstitial cell stimulating hormone) เรียกย่อว่า ICSH

– ฟอลลิเคิลสติมิวเลติงฮอร์โมน ( follicle stimulating hormone )เรียกย่อว่า FSH

2.กลุ่มสองเป็นฮอร์โมนที่ไปมีผลต่ออวัยวะเป้าหมายโดยตรงไม่ได้กระตุ้นให้อวัยวะเป้าหมายสร้างฮอร์โมน ได้แก่

  • โกรทฮอร์โมน ( growth hormone ) เรียกย่อว่า GH หรือ โซมาโตโทรฟริน ( somatotrophin ) เรียกย่อว่า STH
  • โพรแลกทิน (prolactin ) เรียกย่อว่า PRL

7

ภาพแสดงฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า

อวัยวะเป้าหมาย : อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ได้แก่ กระดูก กล้ามเนื้อที่เป็นส่วนประกอบของร่างกายทั้งหมดโดยฮอร์โมนจะมีผลทำให้เซลล์เพิ่มการนำกรดอะมิโนเข้าสู่เซลล์และเพิ่มการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์

หน้าที่ : ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายทั่วๆไป

1. ฟอลลิเคิลสติมิวเลติงฮอร์โมน ( follicle stimulating horne; FSH )และ luteinizing hormone; LH    

เป็น gonadotropic hormone หรือ gonotropins (Gn) ที่มีผลต่อต่อมเพศ รังไข่และลูกอัณฑะ ฮอร์โมนนี้มีหน้าที่และบทบาทในการกระตุ้นและควบคุมการเจริญเติบโตของฟอลลิเคิลของไข่อ่อน การสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ในเพศหญิง การสร้างอสุจิในเพศชายต้องอาศัยทั้ง FSH และ LH (ICSH)

LH มีหน้าที่ดังนี้

1. กระตุ้นการเจริญเติบโตของไข่หลังจากกระตุ้นด้วย FSH ทำให้ไข่สุกและกระตุ้นการตกไข่

2.ทำให้เกิด corpus luteum ในรังไข่ซึ่งทำหน้าที่สร้าง คือฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจนและกระตุ้นการหลั่งโพรเจสเตอโรน

3.เตรียมต่อมน้ำนมสำหรับการหลั่งน้ำนม

4.ในเพศชาย LH เรียกอีชื่อว่า ICSH (Interstitial cell stimulating Hormone) ทำหน้าที่กระตุ้น ley dig cell ในอัณฑะให้เจริญและสร้างฮอร์โมนเพศชาย (androgen) เช่น เทสโทสเตอโรนปกติ FSH และ LH จะต้องทำงานร่วมกันจึงจะเกิดผลเต็มที่

8

การควบคุม การหลั่ง FSH , LH

ถูกกระตุ้นโดย gonadotropin releasing hormone (GnRH) หรือ luteinizing hormone releasing hormone (LHRH) จากไฮโพทาลามัส แต่ inhibin hormone จากอัณฑะและรังไข่ยับยั้งการหลั่ง FSH และ LH

2.โพรแลกทิน (Prolactin = PRL )

อวัยวะเป้าหมาย : เซลล์ต่อมน้ำนม

หน้าที่ : กระตุ้นต่อมน้ำนมให้สร้างน้ำนมในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และขณะเลี้ยงทารกและพบว่าขณะที่ทารกดูดนมแม่จะมีการกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนนี้เพิ่มมากขึ้นทำให้มีน้ำนมเลี้ยงทารกตลอดเวลาแต่ถ้ามารดาที่ไม่ให้นมทารกการหลั่งฮอร์โมนนี้จะน้อยลงมีผลทำให้ต่อมน้ำนมหยุดสร้างน้ำนม

            3. อะดรีโนคอร์ติโคโทรฟิก ฮอร์โมน ( adrenocortico trophic hormone = ACTH) 

อวัยวะเป้าหมาย : ต่อมหมวกไตส่วนนอก

หน้าที่ : กระตุ้นต่อมหมวกไตส่วนนอกให้สร้างและหลั่งฮอร์โมนตามปกติ

9

         4.ไทรอยด์สติมิวเลติงฮอร์โมน ( thyroid stimulating hormone = TSH) หรือ thyrotropin

อวัยวะเป้าหมาย : ต่อมไทรอยด์

หน้าที่ : กระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้สร้างและหลั่งฮอร์โมนตามปกติระดับในพลาสมามีค่าต่ำและจะหลั่งมากในตอนกลางคืนขณะนอนหลับ แลัวลดลงภายหลังตื่นและยังขึ้นอยู่กับระดับของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ TSH กระตุ้นการเจริญเติบโตและควบคุมการทำงานของต่อมไทรอยด์ โดยกระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมให้มีการสร้างและหลั่งฮอร์โมนจากต่อม คือ ไทรอกซีน (thyroxin, T4) และ    ไทรไอโอโดไทโรนีน (triiodothyronine, T3)

การควบคุมการหลั่ง

TSH ถูกกระตุ้นโดย thyrotrophin releasing hormone (TRH) จากไฮโพทาลามัสและถูกยับยั้งย้อนกลับโดยฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ฉะนั้นระดับฮอร์โมนไทรอกซินลดลง ระดับของ TSH จะสูงขึ้น

10

ภาพแสดงต่อมไทรอยด์

ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนกลาง

มีความสำคัญและหน้าที่เด่นชัดเฉพาะในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังบางชนิดเท่านั้น โดยทำหน้าที่ผลิตและหลั่งเมลาโนไซต์สติมิวเลติงฮอร์โมน (melanocyte-stimulating hormone = MSH ) จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์ (melanocyte) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แทรกอยู่ระหว่างหนังกำพร้า (epidermis) และหนังแท้ (dermis) ให้สังเคราะห์รงควัตถุสีน้ำตาล-ดำที่เรียกว่า เมลานิน (melanin) นอกจากนั้น MSH ยังทำหน้าที่กระุตุ้นให้เมลานินภายใน            เมลาโนไซต์กระจายตัวออกไปทั่วเซลล์ เป็นให้สีผิวเข้มขึ้น ในสัตว์จำพวกปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำและสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดสามารถเปลี่ยนสีผิวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อการพรางตัวได้อย่างรวดเร็วการเปลี่ยนสีผิวดังกล่าวเกิดจากการกระจายตัวของเมลานินภายในเมลาโนไซต์ซึ่งได้รับการกระตุ้นจาก MSH นั่นเอง
ในคนต่อมใต้สมองส่วนกลางจะมีขนาดเล็กมาก และจัดเป็นส่วนหนึ่งของต่อมใต้สมองส่วนหน้า ทำหน้าที่ผลิตและหลั่ง MSH ซึ่งมีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ ACTH มาก แต่ไม่มีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน

ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง  

ต่อมใต้สมองส่วนหลัง : เจริญมาจากเนื้อเยื่อประสาท ต่อมใต้สมองส่วนหลังเป็นที่เก็บฮอร์โมนสองชนิดที่หลั่งจากของใยประสาทแอกซอน (axon)ของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ที่ตัวเซลล์อยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัสฮอร์โมนจะเคลื่อนที่ตามเส้นประสาทแอกซอนและมาเก็บไว้ที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง เมื่อเซลล์ประสาทได้รับการกระตุ้น ฮอร์โมนที่เก็บไว้จะถูกหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะเป้าหมายเป็นพวกโปรตีนฮอร์โมน ฮอร์โมนสองชนิดที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหลังคือวาโซเพรสซินหรือแอนตี้ไดยูเรติกฮอร์โมน ( vasopressin หรือ antidiuretic hormone) ADH และออกซิโทซิน      (oxytocin )

11

ภาพแสดงฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง

1. วาโซเพรสซินหรือแอนตี้ไดยูเรติกฮอร์โมน (antidiuretic hormone = ADH )

อวัยวะเป้าหมาย : ท่อหน่วยไตและหลอดเลือดแดง

หน้าที่ : กระตุ้นการดูดน้ำกลับเข้าสู่ท่อหน่วยไตเมื่อปริมาณน้ำในเลือดลดลงจึงควบคุมการเกิดน้ำปัสสาวะ

ความผิดปกติ : ถ้าขาดจะเป็นโรคเบาจืด จะปัสสาวะบ่อยเนื่องจาก ท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับเข้าสู่ท่อได้น้อย

2. ออกซิโทซิน ( oxytocin )  

อวัยวะเป้าหมาย : กล้ามเนื้อมดลูกและกล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนม

หน้าที่ : กระตุ้นกล้ามเนื้อมดลูกให้บีบหรือหดตัวเป็นระยะๆเพื่อให้ทารกคลอด

กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนมทำให้มีการหลั่งน้ำนมเพื่อเลี้ยงทารก การดูดนมของทารกช่วย

กระตุ้นให้มีการหลั่งออกซิโทซิน มากขึ้นทำใหกล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนมมีการบีบตัวขับน้ำนมออกมามากขึ้น

3.ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland)

เป็นต่อมไร้ท่อที่อยู่ด้านหน้าของลำคอ โดยอยู่ด้านข้างและใต้ต่อกระดูกอ่อนไทรอยด์ (thyroid cartilage) ต่อมนี้มี 2 พู แผ่ออกทางด้านข้างและคลุมพื้นที่บริเวณด้านหน้าและด้านข้างของหลอดลมรวมทั้งส่วนของกระดูกและทั้งสองพูนี้จะเชื่อมกันที่คอคอดไทรอยด์ (isthmus) ซึ่งอยู่ที่บริเวณด้านหน้าต่อกระดูกอ่อนของหลอดลม (trachea cartilage) ชิ้นที่สองหรือสาม ขนาดของต่อมจะเล็กลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ภายในต่อมประกอบด้วยถุงฟอลลิเคิล (follicle) ทรงกลมเล็ก ๆ จำนวนมากที่ผนังประกอบด้วยเซลล์เรียงเป็นชั้นเดียวเป็นแหล่งที่สร้างฮอร์โมนแล้วส่งเก็บที่ lumen เมื่อร่างกายต้องการจะถูกปล่อยเข้าสู่ระบบไหลเวียน ฮอร์โมนนี้มีลักษณะคล้ายวุ้นหรือ คอลลอยด์เรียกว่า ไทโรโกลบูลิน (Thyroglobulin) มีสองชนิดคือ tetraiodothyronine หรือเรียกว่า Thyroxine (T4) และ Triiodothyronine (T3) ฮอร์โมนนี้จะถูกเก็บไว้ในต่อมและจะถูกหลั่งเมื่อถูกกระตุ้นจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า ฮอร์โมนในเลือดอยู่ในรูป T4 มากกว่า T3 แต่ T3 มีความสามารถในการออกฤทธิ์แรงกว่าประมาณ 3-4 เท่า

การสังเคราะห์ฮอร์โมน

การสังเคราะห์เกิดขึ้นที่โพรงของถุงฟอลลิเคิลโดยมีขั้นตอนดันี้

  1. ไอโอไดด์( I- ) ถูกเก็บจากเลือดเข้าสู่เซลล์ของฟอลลิเคิล และเข้าสู่โพรงของถุงฟอลลิเคิลโดยอาศัย active transport ข้นตอนนี้ถูกยั้บยั้งโดยยาที่หยุด oxidative phosphorylation หรือเมื่อต่อมขาดออกซิเจน
  2. ไอโอไดด์ถูก oxidized เป็น active iodine โดย peroxidase enzyme ไอโอดีนจะเกาะกับไทโรซีนทันที ทำให้เกิด monoiodotyrosine : MIT มีไอโอดีน 1อะตอม/หน่วยหรือ หน่วยไดไอโอโดไทโรซีน(diiodotyrosine : DIT มีไอโอดีน 2 อะตอม/หน่วย)การทำปฏิกิริยาระหว่างไอโอไดด์กับไทโรซีน ถูกเร่งโดยเอนไซม์ไทโรเปอ-ออกซิเดส (thyroperoxidase : TPO) เรียกขั้นตอนนี้ว่า organic binding
  3. เมื่อสองโมเลกุลของ DIT มารวมกันกับหน่วย MIT จะได้ triiodothyronine หรือ T3 DIT กับ DIT รวมกันได้เป็น thyroxine หรือ T4 ขั้นตอนนี้เรียกว่า coupling reaction

12

ขั้นตอนเหล่านี้ถูกกระตุ้นด้วย TSH  เมื่อมีการหลั่ง ฮอร์โมน thyroglobulin ในโพรงของถุง follicle จะถูกนำเข้าสู่เซลล์โดยกระบวนการ endocytosis และ vesicle จะรวมตัวกับ lysosomes ซึ่งจะปล่อยเอ็นไซม์ย่อยผลผลิตต่างๆ ได้ T3, T4 ซึ่งจะถูกหลั่งออกจากเซลล์เข้าสู่กระแสเลือด ส่วน ไอโอไดด์และไทโรซีนจะถูกนำมาใช้ในการสร้างฮอร์โมนใหม่

13

หน้าที่และบทบาท

1.มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายทั่ว ๆไป กระตุนการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ (tissue growth factors) การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวช่วยในการจัดเรียงตัวของเซลล์ที่อวัยวะต่างๆ กระตุ้นให้เซลล์สร้างโปรตีนเพิ่มมากขึ้นและทำให้ร่างกายสะสมไนโตรเจน ฮอร์โมนนี้มีความสำคัญและจำเป็นมากต่อการเจริญเติบโตของเด็กทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์และหลังคลอด การพัฒนาเข้าสู่วัยรุ่นและกระตุ้นการพัฒนาการของสมอง ระบบประสาทและกระดูก

2.ผลต่อเมตาบอลิซึม    การผลิตความร้อนและการใช้ออกซิเจนมีผลเป็น calorigenic action คืออัตราการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ ในร่างกาย มีผลทำให้เกิดความอบอุ่นแก่ร่างกาย (calorigenesis) ซึ่งเป็นการเร่งกระบวนการ catabolic เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิภายนอก ทำให้ basal metabolic rate (BMR) เพิ่มสูงขึ้น กระตุ้นการใช้ออกซิเจน ดังนั้นฮอร์โมนจึงมีผลเพิ่มอัตราการหายใจในสภาวะปกติและเพิ่ม cardiac output เพื่อให้มี O2  เพียงพอที่จะไปเลี้ยงเนื้อเยื่อทั้งร่างกาย

2.2 เมตาบอลิสซึมคาร์โบไฮเดรต กระตุ้นการสร้างกลูโคส (gluconeogenesis) การดูดซึมน้ำตาลกลูโคสเพื่อเพิ่มระดับกลูโคสในเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เร่งกระบวนการสลายไกลโคเจนเป็นกลูโคส (glycogenolysis) เมื่อมีระดับฮอร์โมนสูงแต่จะมีผลกระตุ้นการผลิตไกลโคเจนถ้ามีฮอร์โมนต่ำ

2.3 เมตาบอลิสซึมไขมัน ลดการสร้างไขมัน และ cholesterol ในเลือดเพิ่มการแตกสลายของไขมัน (lipolysis) จากเนื้อเยื่อไขมันและเซลล์อื่น ๆ เพิ่มขึ้น ทำให้มีกรดไขมันอิสระในกระแสเลือดและนำไปใช้เป็นพลังงาน

2.4 เมตาบอลิสซึมของปรตีน ไทรอยด์ฮอร์โมนขนาดพอเหมาะมีผลกระตุ้นการสร้างและการสลายโปรตีนตลอดเวลาเป็นวงรอบ

2.5 เมตาบอลิสซึมของวิตามิน เพื่อเพิ่มความต้องการของวิตามิน เพราะวิตามินเป้นสารตั้งต้นของตัวกระตุ้นสารเร่งปฏิกิริยา (coenzyme) เพื่อใช้ในกระบวนการเมตาลอลิสซึมของร่างกาย

3.ผลต่อระบบประสาท มีผลโดยตรงต่อระบบประสาทถ้าขาดฮอร์โมนจะคิดอะไรเชื่องช้าแต่ถ้ามีฮอร์โมนมากไปจะคิดได้ว่องไว กระวนกระวาย หงุดหงิด

4.ต่อมพาราไทรอยด์

14มีลักษณะเป็นก้อนกลมเล็ก  ฝังอยู่ด้านหลังของเนื้อเยื่อไทรอยด์ในคนมีทั้งหมด 4 ต่อม ข้างละ 2 ต่อม เป็นต่อมขนาดเล็ก ฮอร์โมนสำคัญที่สร้างจากต่อมนี้ คือ

– ฮอร์โมนพาราทอร์โมน (Parathyroid hormone; PTH) ทำหน้าที่รักษาสมดุลของแคลเซียมในร่างกายให้คงที่ ถ้าหากมีฮอร์โมนนี้มากเกินไปจะมีผลทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมที่ไต ที่หลอดเลือด มีการดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกและฟันออกมา ทำให้เกิดอาการกระดูกเปราะบางและหักง่าย ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ฟันหักและ  ผุง่าย ถ้าต่อมพาราไทรอยด์บกพร่องไม่สามารถสร้างฮอร์โมนได้ จะมีผลทำให้สูญเสียการดูดกลับที่ท่อหน่วยไตลดลงทำให้สูญเสียแคลเซียมไปกับน้ำปัสสาวะและเป็นผลทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดต่ำลงมาก กล้ามเนื้อจะเกิดอาการเกร็งและชักกระตุก  แขนขาสั่น ปอดทำงานไม่ได้  อาการอาจหายไปเมื่อฉีดด้วยพาราทอร์โมนและให้วิตามินดีเข้าร่วมด้วย

5.ตับอ่อน (pancreas)

ตับอ่อนตั้งอยู่ที่ด้านบนซ้ายของช่องท้อง โดยวางตัวจากส่วนโค้งของลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม (duodenum ) ถึงม้าม (spleen) ละด้านหลังของกระเพาะ (stomach) มีลักษณะค่อนข้างแบน มีความยาวประมาณ 12 – 15 เซนติเมตร ตับอ่อนทำหน้าที่ทั้งเป็นต่อมมีท่อคือการสร้างน้ำย่อยไปที่ลำไส้เล็กและเป็นต่อมไร้ท่อสร้างฮอร์โมนเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนจะรวมกันเป็นกลุ่มมีชื่อว่า ไอเลตส์ออฟแลงเกอร์ฮานส์ ( Islets of Langerhans ) มีปริมาณ 1 – 3 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อเยื่อตับอ่อนทั้งหมด

 

15

ประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิดคือ

Alpha cell หลั่ง glucagon 20%

Beta cell หลั่ง insulin 70%

Delta cell หลั่ง somatostantin 5%

F cell หลั่ง pancreatic polypeptide 5%

ฮอร์โมนที่สร้างจากไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์

1.ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)

แหล่งสร้าง : จากเบต้าเซลล์ (beta cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่รอบนอกของกลุ่มเซลล์ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ อวัยวะเป้าหมายคือ ตับ กล้ามเนื้อ

หน้าที่ : ลดระดับน้ำตาลในเลือด (ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ 80 – 100 มิลลิกรัม / 100 ลบ.ซม. )โดยเพิ่มการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ตับ กระตุ้นให้เซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไกลโคเจน ( โมเลกุลคาร์โบไฮเดรตที่สร้างจากกลูโคส ) เก็บสะสมไว้ภายในเซลล์

2. ฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon)

แหล่งสร้าง : จากแอลฟาเซลล์ (alpha cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่อยู่ส่วนในและเป็นเซลล์ส่วนใหญ่ของกลุ่มเซลล์ไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ อวัยวะเป้าหมาย คือ ตับ  กล้ามเนื้อ

หน้าที่ : เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด

– กระตุ้นให้เซลล์ตับและเซลล์กล้ามเนื้อเปลี่ยนไกลโคเจนให้เป็นกลูโคสปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด

– เพิ่มการสังเคราะห์กลูโคสจากกรดอะมิโนและกรดไขมัน

การรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด

การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด จะเป็นสัญญาณยับยั้งหรือกระตุ้นการหลั่งอินซูลินและกลูคากอนจากไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ และผลจากการทำงานของฮอร์โมนทั้งสองจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในสภาวะปกติเสมอ

16

3.ฮอร์โมน Somatostantin :เป็น neurotransmitter ยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน glucagon, insulin

6.ต่อมหมวกไต ( Adrenal gland )

– ต่อมหมวกไตตั้งอยู่ที่ด้านบนของไตทั้งสองข้าง จึงเรียกว่าต่อมหมวกไต แต่ละต่อมประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้นคือ

–  ต่อมหมวกไตด้านนอกหรืออะดรีนัลคอร์เทกซ์ ( adrenal cortex ) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่แตกต่าง 3 ชนิด

–  ต่อมหมวกไตด้านในหรืออะดรีนัลเมดัลลา ( adrenal medulla )

ซึ่งทั้งสองส่วนจะผลิตฮอร์โมนพวกสารสเตอรอยด์ที่ทำหน้าที่ต่างกัน

– การสร้างฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตส่วนนอกต้องอาศัยฮอร์โมน ACTH จากต่อมใต้สมองส่วนหน้ามากระตุ้น

– ต่อมหมวกไตมีความสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าร่างกายขาดฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ฮอร์โมนในกลุ่มนี้จะควบคุมเมแทบอลิซึมของ คาร์โบไฮเดรท ไขมันและโปรตีน รักษาระดับสารน้ำในร่างกายและช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับความเครียดต่อเหตุการณ์ต่างๆทั้งในชีวิตประจำวันและยามฉุกเฉิน

Adrenal cortex แบ่งออกเป็น 3 ชั้น

1. Zona glumerulosa หลั่งฮอร์โมนกลุ่ม mineralocorticoid : aldosterone

2. Zona fasiculata หลั่งฮอร์โมนกลุ่ม Glucocorticoid:cortisol, cortocosterone

3.Zona reticularis หลั่งฮอร์โมนชนิด androgen, estrogen

-ฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ เป็นกลุ่มฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมเมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ฮอร์โมนที่สำคัญได้แก่ คอร์ติซอล (cortisol) คอลติซอล เป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายปรับตัวในภาวะเครียด (stress) เช่น ช็อค บาดเจ็บ เป็นต้น เมื่อร่างกายมีความเครียดจะทำให้ไฮโปทาลามัสหลั่งฮอร์โมน (corticotriphin releasing factor : CAF) ออกมา CRF จะกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนหน้าให้หลั่ง ACTH และ ACTH จะกระตุ้นอะดรีนัลคอร์เทกซ์ให้หลั่งคอร์ติซอล

บทบาทคือ เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดโดยยับยั้งการทำงานของอินซูลินและกระตุ้นให้เซลล์ตับเปลี่ยนกรดอะมิโน และกรดไขมันเป็นไกลโคเจนสะสมไว้ แล้วเปลี่ยนเป็นกลูโคสเพื่อส่งเข้าสู้กระแสเลือด นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ลดการอักเสบของร่างกายด้วย ดังนั้นจึงมีการนำมาทำเป็นยาลดการอักเสบที่ไม่ได้ติดเชื้อ

  • ฮอร์โมนมิเนอราโลคอร์ติคอยด์ เป็นฮอร์โมนที่ช่วยรักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุภายในร่งกาย ฮอร์โมนที่สำคัญในกลุ่มนี้คือ แอลโดสเทอโรน (aldosterone) ซึ่งจะหลั่งออกมามากขึ้นในขณะที่ร่างกายขาดน้ำหรือความเข้มข้นของโซเดียมในเลิอดลดต่ำลง โดยทำหน้าที่กระตุ้นท่อไตให้ดูดซึมน้ำ และโซเดียมเข้าสู่กระแสเลือด และขับถ่ายโพแทสเซียมออกสู่ท่อไต
  • ฮอร์โมนเพศ อะดรีนัลคอร์เทกซ์สังเคราะห์ฮอร์โมนเพศฆ ทั้งชายและหญิง (เทสโทสเทอโรนและ เอสโทรเจน) โดยจะผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนมาก แต่เมื่อเทียบกับการสังเตราะห็จากอวัยวะเพศแล้วถือว่าน้อยมาก ทำให้การสังเคราะห์จากอะดรีนัลคอร์เทกซ์มีผลน้อยมาก ยกเว้นฮอร์โมนเทสโทสเทกโรนจะมีผลทำให้เกิดขนที่รักแร้ หัวเหน่า ทั้งเพศชายและเพศหญิงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น

17

Adrenal medulla  เป็นเนื้อเยื่อที่เปลียนแปลงมาจากเนื่อเยื่อประสาทในระหว่างการเจริญ เติบโตในระยะเอ็มบริโอ ทำหน้าที่สังเคราะห์ และหลั่งฮอร์โมน 2 ชนิดคือ

– อะดรีนาลีน หรือ เอพิเนฟรีน (epinepinephirne) มีผลต่อการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายมากมายได้แก่ ทำให้ร่างกายตื่นตัว หัวใจเต้นแรง และเร็วขึ้น ความดันเลือดสูง หลอดลมขยาย ม่านตาขยาย ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากขึ้น เส้นเลือดอาร์เทอรี่ที่ไปหล่อเลี้ยงที่สมอง หัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อขยาย  เป็นต้น

– นอร์อะดรีนาลีนหรือ นอร์เอพิเนฟรีน (norepinefphirne) เป็นสารเดียวกับสารสื่อประสาทที่หลั่งจากปลายประสาทที่ซิมพาเทติก ผลของฮอร์โมนชนิดนี้คล้ายกับอะดรีนาลีน ยกเว้นผลที่มีต่อเส้นเลือด เมื่อร่างกายเผชิญกับภาวะต่าง ๆ เช่น เมื่อเผชยหน้ากับสัตว์ร้าย หรือศัตรู ตื่นเต้น ตกใจ ฯลฯ ไฮโพทาลามัสจะส่งกระแสประสาทซิมพาเทติกมากระตุ้นอะดรีนัลเมดัลลา ให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน และนอร์อะดรีนาลีน ฮอร์โมนทั้งสองจะทำให้ร่างกายพร้อมที่จะสู้และตอบสนองต่อภาาวะเครียดต่าง ๆ

18

เนื้อเยื่อต่อมหมวกไตชั้นใน

7.ต่อมไพเนียล (pineal gland)

ต่อมไพเนียล เป็นต่อมเล็กๆ รูปไข่ หรือรูปกรวย คล้าย ๆ เมล็ดสน (pine cone) เป็นที่มาของชื่อ pinel gland ลักษณะค่อนข้างแข็ง สีน้ำตาล ขนาดยาวจากหน้าไปหลัง 5-10 มิลลิเมตร กว้าง และสูง 3-7 มิลลิเมตร หนัก 0.2 กรัม ยื่นมาจากด้านบนของไดเอนเซฟฟาลอน หรืออยู่ด้านล่างสุดของโพรงสมองที่สาม ประกอบด้วยเซลล์ 2 ประเภท คือเซลล์ไพเนียล( pinealocytes) และเซลล์ไกลอัน (glial cell) จัดอยู่ในระบบประสาทคือการรับตัวกระตุ้นการมองเห็น (visual nerve stimuli) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นดวงตาที่ 3 ทำหน้าที่ควบคุมร่างกาย โดยทำงานร่วมกับต่อมไฮโปทารามัส (Hypothalamus) ซึ่งต่อมไฮโปทารามัส จะทำหน้าที่เกี่ยว ความหิว ความกระหาย เรื่องเซ็กส์ และนาฬิกาชีวิตซึ่งควบคุมอายุของมนุษย์ และเป็นต่อมไร้ท่อทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน

19

ฮอร์โมนจากต่อมไพเนียล (pineal gland)

อยู่ บริเวณกึ่งกลางของสมองส่วนซีรีบรัมซ้ายและขวา ฮอร์โมนที่สร้างจาากต่อมนี้ คือ เมลาโทนิน (melatonin) ยับยั้งการเจริญเติบโตของวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวช้าลง ระงับการหลั่งโกนาโคโพรฟินให้น้อยลง ฮอร์โมนนี้หลั่งทากตอนเป็นเด็กอายุประมาณ 1-5 ปีและจะลดลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ถ้าต่อมไพนิลไม่สามารถสร้าง เมลาโทนินได้ จะทำให้เป็นหนุ่มเร็วกว่าปกติ แต่ถ้าสร้างมากเกินไปจะทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวช้ากว่าปกติ

ต่อมไพเนียลทำหน้าที่คล้ายนาฬิกาของร่างกาย  (biological clock)  เป็นตัวกลางที่จะรับรู้ความยาวของกลางวันและกลางคืนและส่งสัญญาณในรูปของฮอร์โมนเมลาโทนินไปยังระบบต่างๆ เมื่อแสงสว่างผ่านเลนส์แก้วตาไปตกกระทบกับจอรับภาพบริเวณส่วนหลังสุดของลูกตาที่เรตินา (retina) ที่มีใยประสาทมาเลี้ยง จะส่งกระแสประสาทไปที่ ศูนย์รวมเส้นประสาทที่อยู่เหนือใยประสาทที่ไคว้กันเหนือสมองหรือ นิวเคลียสซูพรา-        ไคแอสมาติก (suprachiasmatic nuclei) ผ่านเส้นประสาทซิมพาเทติกจนถึงที่ปมประสาทซูพีเรีย เซอร์วิคัล (superior cervical ganglion) แล้วส่งต่อไปที่ต่อมไพเนียล

8.ต่อมเพศ (gonads )

1.ฮอร์โมนในเพศชาย

Testosterone กระตุ้นทำให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายทั้งภายนอกและภายในเจริญเติบโตเต็มที่องคชาติขยายใหญ่และยาวขึ้น ให้เด็กชายเข้าสู่วัยหนุ่มแสดงลักษณะเพศชายให้เด่นชัดขึ้น นอกจากนั้นยังมีผลทั้งทางด้านจิตใจ เช่น มีขนขึ้นที่อวัยวะเพศ รักแร้ หน้าแข้ง แขน ขา มีหนวดและเครา มีลูกกระเดือก ไหล่กว้าง สะโพกแคบ กล้ามเนื้อเจริญเติบโตขึ้นและเห็นเด่นชัด เสียงห้าว ชอบการต่อสู้แข่งขัน กระตุ้นให้เกิดสนใจเพศหญิง

2.ฮอร์โมนในเพศหญิง

2.1 Estrogen กระตุ้นให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงทั้งภายนอกและภายในเจริญเติบโตเต็มที่ ให้เด็กหญิงเข้าสู่วัยสาวแสดงลักษณะเพศหญิงให้เด่นชัดขึ้น นอกจากนั้นยังมีผลทั้งทางด้านจิตใจ เช่น สะโพกผาย อวัยวะเพศและเต้านมใหญ่ขึ้น มดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้น มีขนที่รักแร้และอวัยวะเพศ เสียงเล็ก รักสวยรักงาม จิตใจอ่อนโยน ไม่ชอบการต่อสู้

2.2 Progesterone สร้างจาก corpus luteum กระตุ้นการเจริญของเยื่อบุชั้นในของมดลูกเพื่อเตรียมพร้อมในการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว ยับยั้งการตกไข่ ( ยับยั้งไม่ให้ต่อมใต้สมองหลั่ง FSH มากระตุ้นให้ฟอลลิเคิลในรังไข่เจริญ ) กระตุ้นให้ต่อมน้ำนมเจริญมากขึ้น ( ผู้หญิงจะรู้สึกว่าคัดที่เต้านมๆจะขยายใหญ่ขึ้น )

20

ฮอร์โมนเพศในระยะรอบประจำเดือนของผู้หญิง

ฮอร์โมนที่ควบคุมระดับแคลเซียมในเลือด

แคลเซียมเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟันทำหน้าที่

1.เป็น secondary messenger ได้รับมาจากอาหารเข้าสู่ทางเดินอาหาร ถ้าระดับแคลเซียมในเลือดต่ำทำให้เกิดความตึงเครียด ปัญญาอ่อน กล้ามเนื้อเป็นเหน็บ กระตุก หัวใจบีบตัวได้อ่อนลงบมีอาการชักเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ “tetany” แต่ถ้าระดับแคลเซียมในเลือดสูงมีอาการเหนื่อยง่าย กล้ามเนื้ออ่อนเพลียไม่มีแรง เชื่องช้า มึนงง ปวดศีรษะ กระหายน้ำ อยู่ภายใต้การควบคุมของ parathyroid hormone, calcitonin และvitamin D

2.Parathyroid Hormone สร้างจาก chief cell มีหน้าที่ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเพิ่มขึ้นโดยถูกกระตุ้นให้หลั่งเมื่อระดับแคลเซียมในเลือดลดลง โดยจะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดในพลาสมาเพิ่มขึ้นโดยการย่อยสลายกระดูก เพิ่มจำนวนและกระตุ้นการทำงานของ osteoblast ในกระดูกให้สลายกระดูกลดการสร้างกระดูกใหม่ เพิ่มการดูดกลับของแคลเซียมที่ท่อไตและเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในทางเดินอาหาร

3.Calcitonin สร้างจาก C cell ในต่อมไทรอยด์ มีค่าครึ่งชีวิต 10 นาที ถูกกำจัดโดยไต ตับ กระดูก ถูกกระตุ้นโดย แคลเซียม แมกนีเซียม แกสตริน CCK, glucagon ถูกกระตุ้นให้สร้างด้วยแคลเซียมที่ได้จากทางเดินอาหารจะกระตุ้นได้ดีกว่าแคลเซียมที่ให้ทางเลือด ป้องกันไม่ให้ระดับแคลเซียมในเลือดเพิ่มขึ้นหลังรับประทานอาหาร ถูกกระตุ้นเมื่อระดับแคลเซียมในเลือดสูงเกิน 9 mg/dl การควบคุมการสร้างและหลั่ง calcitonin คือปริมาณ iodine จากอาหาร TSH และปริมาณแคลเซียมในเลือด    ผลทางสรีรวิทยา ยับยั้งการทำงานของ osteoclast ลดการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารยับยั้งการหลั่งแกสตริน เร่งการขับออกของ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม คลอไรด์ที่หลอดไต

4.วิตามินดีฮอร์โมน (Cholecalciferal; D3) เป็นสเตียรอยด์ฮอร์โมนที่มีความสำคัญในการควบคุมสภาวะของแคลเซียมในร่างกาย วิตามินดีออกฤทธิ์ในรูปของ 1, 25 dihydroxy cholecalciferol, 1,25 (OH)2D3 หรือแคลซิไทรออล (calcitriol) คนเราได้วิตามินดีจากการรับประทานอาหารแล้วถูกดูดซึมที่ลำไส้และยังสังเคราะห์เองภายในร่างกายโดยแสงแดดจะไปเปลี่ยนสารสเตียรอด์ (7-dehydrocholesterol) ที่ผิวหนังโดยปฏิกิริยาที่กระตุ้นด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลตได้ cholecalciferol

             วิตามินดีที่ได้ร่างกายยังม่สามารถนำมาใช้ได้ จะถูกเปลี่ยนไปเป็นสารเมทาบอไลท์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็น 25 hydroxycholecalecaleiferol (25-OH-D3)  ที่ตับและสารนี้จะถูเปลี่ยนที่ไตให้เป็น 1, 25 di -hydroxycholecalecaleiferol (1, 25(OH)2D3)   โดย PTH กระตุ้นการสร้างเอ็นไซม์ 1α-hydroxylase ซึ่งเป็นตัวที่มีผลทางสรีรวิทยาออกฤทธิ์ได้มากกว่า 25-OH-D3 ถึง 500-1000 เท่า1, 25(OH)2D3 ไหลเวียนในเลือดโดยจับกับโปรตีนจำเพาะ  หน้าที่และบทบาท มีผลต่อกระดูกมีผลกระตุ้นทั้งตัวสร้างและสลายกระดูกโดยส่งเสริมการจับตัวของแร่ธาตุ (mineralization) ในการสร้างกระดูกและยังงกระตุ้น osteoblast ให้ผลิต cytokine เพื่อกระตุ้นการสร้าง osteoclast ใช้ในการเคลื่อนย้ายแคลเซียมออกจากกระดูกเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้นทำให้เกิดการสลายกระดูก

 

 

 

อ้างอิง

รวบรวมโดย อ.อรุณศรี  ผลเพิ่ม

ชุมพล  ผลประมูลและสุรวัฒน์,(2552).สรีรวิทยา.พิมพ์ครั้งที่4.เท็กซ์ แอนด์ เจอร์นัล พับลิเคชั่นจำกัด:กรุงเทพมหานคร

http://www.thaigoodview.com/20090913/enter-2

http://endocrine-gland-505.exteen.com/node/72629